กระทรวงคมนาคม ครบรอบ 110 ปี ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่ง

ผู้ชมทั้งหมด 234 

กระทรวงคมนาคมเป็นอีกกระทรวงเก่าแก่ที่อยู่คู่มากับการพัฒนาประเทศไทยมายาวนาน ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 ครบรอบ 110 ปี โดยกระทรวงคมนาคมนั้นได้ก่อตั้งขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศพระบรมราชโองการให้เปลี่ยนชื่อจากกระทรวงโยธาธิการ เป็นกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2455 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (ม.ร.ว. สท้าน สนิทวงศ์) ดำรงตำแหน่งเสนาบดี มีหน้าที่กำกับดูแลคมนาคมบก ทางน้ำ ทางรางและไปรษณีย์ โทรเลขในยุคสมัยแรก ต่อมาในปี 2545 ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ได้แยกงานการสื่อสารและโทรคมนาคมไปจัดตั้งเป็นกระทรวงใหม่ คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ปัจจุบันในยุคของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร ทั้งทางบก ราง น้ำ และอากาศ ให้มีความสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ลดค่าครองชีพ ทำให้ประชาชนทุกระดับสามารถเข้าถึงระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียม รวมทั้งพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมขนส่งทุกระบบ

กระทรวงคมนาคมมีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทั้งที่เป็นแผนระยะกลาง และแผนระยะยาว ประกอบด้วย 1. การคมนาคมขนส่งทางบก ซึ่งแบ่งออกเป็น โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 2 สายทาง คือ สายบางปะอิน – นครราชสีมา (M6) และสายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81), โครงการก่อสร้างทางพิเศษ สายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอก, โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (ยกระดับ) สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงที่ 1 ช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย และช่วงที่ 2 ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว และ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 3 สายทาง คือ M5 ส่วนต่อขยายยกระดับอุตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) M9 วงแหวนตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง และ M7 ต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภา พร้อมทั้งเปิดใช้ระบบผ่านทางพิเศษแบบไม่มีไม้กั้น หรือ M-Flow เพื่อลดปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางบนท้องถนน

2. การคมนาคมขนส่งทางราง ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบรถไฟฟ้าในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลตามแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยจะมีระบบรถไฟฟ้าทั้งหมด 14 เส้นทาง ระยะทางรวม 554 กิโลเมตร 2) โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปการขนส่งระบบรถไฟทั่วประเทศ เพื่อรองรับการขนส่งสินค้า ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง 3) โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค โดยเร่งดำเนินการ 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ – นครราชสีมา และช่วงที่ 2 นครราชสีมา – หนองคาย และ 4) โครงการถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา)

3. การคมนาคมขนส่งทางน้ำ ได้แก่ โครงการท่าเรือบก (Dry Port) จะเป็นศูนย์กลางในการขนถ่ายสินค้าและตู้คอนเทนเนอร์เพื่อส่งต่อไปทางรถไฟได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และตรงเวลา ซึ่งตามแผนแม่บทการพัฒนาท่าเรือบกได้กำหนดพื้นที่ไว้ 4 จังหวัด คือ ขอนแก่น นครราชสีมา นครสวรรค์ และฉะเชิงเทรา

4. การคมนาคมขนส่งทางอากาศ ด้วยประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของผู้คนทั่วโลก กระทรวงคมนาคมจึงมีความมุ่งมั่นที่จะรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศ โดยมีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานต่าง ๆ ได้แก่ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2

นอกจากนี้กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนงานสำหรับอนาคตของประเทศ โดยได้เริ่มดำเนินการศึกษาจัดทำแผนและพร้อมเดินหน้าโครงการที่สำคัญ เช่น การศึกษาจัดทำแผนแม่บท MR-Map เป็นการพัฒนาแนวโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองคู่ขนานไปกับโครงข่ายรถไฟทางคู่ ประกอบด้วย 10 เส้นทางทั่วประเทศ และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ เป็นการพัฒนาท่าเรือเชื่อมอ่าวไทยและอันดามัน

พร้อมกับบูรณาการการขนส่งทางถนน ทางท่อ และทางราง เชื่อมต่อเป็นโครงข่ายเพื่อเปิดประตูการค้าและเส้นทางเดินเรือแห่งใหม่ของประเทศไทย ไปยังประเทศในฝั่งมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม รูปแบบการพัฒนาการลงทุนโครงการและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม  

กระทรวงคมนาคม มีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าภารกิจเพื่อสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งและจราจรในภูมิภาค กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รวมทั้งดำเนินโครงการพัฒนาเชิงรุกโดยยึดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง