ฉลุย!!ORเทรดวันแรกราคาสูงสุด27บาทพุ่ง47%

ผู้ชมทั้งหมด 545 

ฉลุย!! OR เทรดวันแรกเหนือจองที่ราคา 26.50 บาท และขึ้นไปสูงที่ราคา 27 บาท เตรียมเข้า SET50 แบบ Fast-Track ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 208,980 ล้านบาท มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ 480,000 คนสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งเป็น Flagship ของ กลุ่ม ปตท. ด้านการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก มีสถานีบริการน้ำมัน “PTT Station” เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีราคาเปิดตลาดที่ 26.50 บาทต่อหุ้น และราคาสูง 27 บาทต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 47%

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR เปิดเผยว่า “วันนี้นับเป็นวันสำคัญของการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ทั้งสำหรับ โออาร์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อหุ้น OR ซึ่งเป็นหุ้น IPO ที่มีการทำรายการจองซื้อหุ้นที่สูงที่สุดในตลาดทุนไทย ด้วยจำนวนกว่า 530,000 รายการ และมีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ 480,000 รายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของหุ้นที่ได้เข้าทำการซื้อขายเป็นวันแรก ทั้งนี้การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยให้ OR สามารถรักษาสถานะความเป็นผู้นำและดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งใจไว้ คือการเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลกที่สร้างคุณค่าให้กับชุมชนผ่านการดำเนินธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

โดย OR มีแผนจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุน ไปขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน ขยายธุรกิจสำหรับการตลาดพาณิชย์ ลงทุนในคลังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและศูนย์กระจายสินค้า ขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก และลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และ/หรือชำระคืนเงินกู้ยืม (ถ้ามี) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกิจการของ OR และบริษัทย่อย นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะต่อยอดความสำเร็จและความชำนาญสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก

“เรามั่นใจว่านักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพและร่วมเป็นเจ้าของ OR จะเติบโตไปกับเราในฐานะผู้นำในการดำเนินธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ อย่างผสมผสานกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยแนวคิด “Retailing Beyond Fuel” ที่มุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่น่าเชื่อถือ พัฒนาสินค้าและบริการที่ตรงใจผู้บริโภค ควบคู่กับการสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างยั่งยืนและสมดุล” นางสาวจิราพร กล่าว

ทั้งนี้ภายหลังจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ OR จะมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นประมาณ 77.5% (ภายใต้สมมติฐานว่า ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment Agent) ไม่มีการใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนส่วนเกินจาก โออาร์ ทั้งจำนวน) โดย OR มีนโยบายจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 30.0% ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองตามที่กฎหมายและข้อบังคับของ OR กำหนด โดยต้องไม่เกินกว่ากำไรสะสมของ OR

อย่างไรก็ตาม OR ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรกนั้นด้วยราคา IPO 18 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนรวม 46,980 ล้านบาท (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และคิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาเสนอขาย (IPO) ที่ 208,980 ล้านบาท โดยนับเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของตลาดหุ้นไทย และคาดว่าจะได้รับการจัดเข้าไปรวมอยู่ในดัชนี SET50 และ SET100 ด้วยเกณฑ์ Fast-track ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ภายหลังเข้าจดทะบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว เป้าหมายหนึ่งของ OR คือการซื้อกิจการ หรือ M&A และการร่วมลงทุน (Joint Venture) หรือ JV ก็เป็นเป้าหมายหนึ่งในการขยายการเติบโตของ OR ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต โดยคาดว่าจะใช้เงินในการลงทุนสำหรับ M&A และJoint Venture ราว 10,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน OR เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเติบโตสูงด้วยประสบการณ์การแข่งขันในตลาดมายาว ทั้งประสบการณ์ของทีมงานที่แข็งแกร่ง เป็นผู้นำในธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ดังนั้น OR จึงเป็นหุ้นทั้งที่มีการเติบโตและมีปันผลที่ดี โดยจะกำหนดจ่ายปันผลปีละ 2 ครั้ง

ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT กล่าวว่า การนำ OR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถกระจายหุ้นให้รายย่อยได้จำนวนมากเกือบ 500,000 รายที่เข้ามาเป็นเจ้าของหุ้น OR  

อย่างไรก็ตาม จากระแสตอบรับหุ้นโออาร์ของรายย่อยที่มีจำนวนมาก ซึ่งจากเดิมได้จัดสรรหุ้นโออาร์ให้กับรายย่อย จำนวน 595 ล้านหุ้น จึงได้พิจารณานำหุ้นที่ได้รับคืนมาจาก 4 กองทุน ประมาณ 51 ล้านหุ้น และโยกส่วนที่เหลือจากกรีนชู ประมาณ 243 ล้านหุ้น เข้ามาจัดสรรให้รายย่อยเพิ่มเติม หรือ รวมเป็นประมาณกว่า 889 ล้านหุ้นที่จัดสรรให้รายย่อยในครั้งนี้

ทั้งนี้ กรีนชู มีจำนวน 390 ล้านหุ้น ได้นำไปจัดสรรให้กับ 2 กองทุนเพิ่มเติม แบ่งเป็น กองทุน กบข.ประมาณ 22 ล้านหุ้น และกองทุนประกันสังคม ประมาณ 124 ล้านหุ้น และที่เหลือ ประมาณ 243 ล้านหุ้นได้โยกไปจัดสรรให้กับรายย่อยเพิ่มเติม

“ ข้างหลังของ 2 กองทุนดังกล่าว มีรายย่อยเป็นล้านราย ดังนั้นจึงนำกรีนชู ที่มีทั้งหมดไปจัดสรรเพิ่มอย่างทั่วถึง ดังนั้น ความสำเร็จของโออาร์ในวันนี้ คือ การกระจายหุ้นให้กับรายย่อย”