“นายก”ย้ำทุกคนได้ฉีดวัคซีนโควิด-19แน่นอน

ผู้ชมทั้งหมด 384 

“นายก” ตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ ย้ำฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ ทุกจังหวัดได้วัคซีนฉีดให้ประชาชนทุกคนแน่นอน ด้านคมนาคมระบุเข็มแรกฉีดไปแล้ว 154,637 คน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในระหว่างลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้บริการฉีดวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื้อ ว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องของการฉีดวัคซีนประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ และมีแผนการกระจายวัคซีน 3 ช่องทาง คือ 1.ผ่านระบบหมอพร้อม ลงทะเบียนประมาณ 7 ล้านคน 2. ช่องทางเสริมระบบหมอพร้อมโดยการลงทะเบียนที่จุดบริการฉีดวัคซีน ในกรณีที่มีวัคชีนสนับสนุนเพียงพอ 3. การกระจายวัคชีนเชิงยุทธศาสตร์

โดยการจัดสรรฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเฉพาะ อาทิ ประชาชนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มที่มีความจำเป็นพิเศษ หรือมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยสามารถยื่นเรื่องให้กับกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรวัคซีนได้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าทุกคนในประเทศไทยจะต้องได้รับการฉีตวัคซีนได้อย่างทั่วถึงแน่นอน

โดยวันนี้ถือเป็นวาระที่ดีที่เราทุกคนจะต้องให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ ทุกคนที่มาช่วยอำนวยความสะดวกในการให้บริการฉีดวัคซีนโควิด- 19 นอกโรงพยาบาล แก่ประชาชนไม่เฉพาะที่สถานีกลางบางชื่อ แต่รวมถึงศูนย์ฉีดวัคคชีนทั่วกรุงเทพฯด้วย

“ตนขอยืนยันว่าทุกจังหวัดจะได้รับวัคซีนและทุกคนจะได้ฉีดวีคซีนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะลงทะเบียนที่ไหนก็ตามก็จะเป็นไปตามที่นัดไว้ และขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่วยปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง แต่ก็ขอโทษประชาชนที่ทำให้ไม่สบายใจ ซึ่งรัฐบาลก็จะทำให้ดีที่สุดเพื่อประชาชน”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว   

นายอนุทิน ชาญรีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ภายหลังจากเปิดให้สถานีกลางบางชื่อเป็น “ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางชื่อ” มาระยะหนึ่งปรากฎว่าได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย ทั้งผู้ให้บริการด้านการขนส่งสาธารณะทุกประเภทและส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคมเข้ามารับบริการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยมากกว่า 10,000 คนต่อวัน

โดยรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายฉีดวัคซีนในกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่เสี่ยงสูงและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศให้ได้อย่างน้อย 5 ล้านคนหรือ 70%

ของประชากรเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ได้ภายใน 2 เดือน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้พยายามเร่งจัดหาวัคซีนมาฉีดให้ประชาชนได้เพียงพอตามเป้าหมาย ดังนั้นผู้ที่จะเข้ามารับบริการฉีดวัคซีน จะต้องลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่นหมอพร้อมเพื่อรับคิว หรือลงทะเบียนผ่านผู้ให้บริการระบบมือถือ เพื่อมารับบริการที่สถานีกลางบางซื่อ เริ่มตั้งแต่วันนี้ (7 มิ.ย.64) เป็นต้นไป

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระท รวงคมนาคมได้จัดเตรียมพื้นที่ของสถานีกลางบางชื่อ จำนวน 14,294 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เก็บวัคซีน และพื้นที่สำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีกด้วย รวมทั้งได้เตรียมโต๊ะจำนวน 400 ตัว เก้าอี้ 5,000 ตัว และรถพยาบาล

กรณีฉุกเฉิน โดยภายในพื้นที่แบ่งเป็น 4 จุด จุดแรกเป็นจุดคัดกรอง แบ่งเป็น 4 โซน จุคที่ 2 เป็นพื้นที่ลงทะเบียนข้อมูลและเซ็นใบยินยอม รองรับได้ 260 โต๊ะ จุดที่ 3 จุดฉีดวัคซีน รองรับได้ 100 โต๊ะ จุดที่ 4 จุด

พักรอสังเกตอาการ มีประมาณ 1,400 ที่นั่ง โดยจะสามารถรองรับการฉีดวัคซีนได้ประมาณ 900 คนต่อชั่วโมงหรือ 10,000 คนต่อวัน เป็นอย่างน้อย โดยตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 6 มิถุนายน สามารถฉีดวัคชื่นเข็มแรกไปแล้วกว่า 154,637 คน แบ่งเป็นบุคลากรด้านการขนส่ง 133,894 คน และหน่วยงานอื่นๆอีก 20,743 คน

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ดูแลการเดินทางมายังสถานีกลางบางชื่อ ให้มีความหลากหลายและสะดวกสบาย เช่น เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้า BTS ระบบเรือโดยสารและรถขนส่งมวลชนสาธารณะ โดยได้จัดรถโดยสารปรับอากาศ รับ -ส่งประชาชน จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1)ท่าน้ำบางโพ-สถานีเตาปูนสายสีม่วง 2) อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 3) ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว- รถไฟฟ้าBTS สถานีหมอชิต หรือรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสวนจตุจักร-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ หรือหมอชิต 2 เพื่อเชื่อมมายังสถานีกลางบางชื่อ นอกจากนี้ยังจัดรถ Shuttle Bus จำนวน 6 คัน เพื่อรับ-ส่งผู้ใช้บริการภายในสถานีกลางบางชื่อด้วย

ส่วนผู้ที่เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็มีลานจอดรถที่สามารถรองรับได้อย่างเพียงพอกว่า 1,500 คัน ทั้งนี้ “ศูนย์ฉีดวัคนกลางบางชื่อ” เปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนจนถึงสิ้นปี 2564 โดยให้บริการในระหว่างเวลา 09.00-20.00 น. ทั้งนี้ การจัดตั้ง “ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ” ในครั้งนี้ ไม่กระทบต่อแผนการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดงที่จะเริ่มเปีดให้ประชาชนทดลองใช้บริการในเดือนกรกฎาคม 2564 และเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน 2564 โดยกระทรวงคมนาคมมั่นใจว่าการเปิดให้บริการจะเป็นไปตามกำหนดเดิมอย่างแน่นอน