บอร์ด ปตท.ไฟเขียวปรับเพิ่มงบลงทุนอีก14,573ล้าน

ผู้ชมทั้งหมด 237 

บอร์ด ปตท. ไฟเขียว ปรับเพิ่มวงเงินลงทุนปี 64 จำนวน 14,573 ล้านบาท จากเดิม 52,931 ล้านบาท เป็น 67,504 ล้านบาท มุ่งกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม รองรับปรับโครงสร้างธุรกิจไฟฟ้า

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการ ปตท.เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2564 มีมติทบทวนแผนการลงทุนของ ปตท.และบริษัทที่ ปตท.ถือหุ้น 100% และอนุมัติให้ปรับปรุงเงินลงทุนสำหรับปี 2564 จาก 52,931 ล้านบาทเป็น 67,504 ล้านบาท การทบทวนแผนลงทุนข้างต้นส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงการลงทุนของกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม สืบเนื่องจากการปรับโครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจไฟฟ้าที่ผ่านมาและการปรับแผนลงทุนในบริษัทที่ ปตท.ถือหุ้น 100% ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ขณะที่การลงทุนโครงการอื่นๆ ยังคงดำเนินการตามแผนการลงทุนเดิม เช่น โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 เพื่อทดแทนโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 1 และโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบกเส้นที่ 5 รวมทั้งการลงทุนผ่านบริษัทที่ปตท.ถือหุ้นร้อยละ 100 เช่น การขยายขีดความสามารถของสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลวแอลเอ็นจี แห่งที่ 2 (หนองแฟบ) โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 รวมถึงโครงการลงทุนในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร การลงทุนธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life science : ธุรกิจยา Nutrition และอุปกรณ์การแพทย์)

นอกจากนี้ บอร์ด ปตท. ยังอนุมัติให้บริษัท สยาม แมนเนจเม้นท์โฮลดิ้ง จำกัด (SMH) (บริษัทย่อยของ ปตท. ซึ่ง ปตท.ถือหุ้น 100%) จัดตั้งบริษัท ปิ่นทอง เนเชอรัลก๊าซ รีเทลล์ จำกัด (PINTHONG NGR) ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัทในกลุ่มของ บริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด(มหาชน) ด้วยทุนจดทะเบียนไม่เกิน 282 ล้านบาท

โดยบริษัท SMH และบริษัทในกลุ่มของบริษัท ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค ถือหุ้นในสัดส่วนที่ 70:30 ตามลำดับ ในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกก๊าซธรรมชาติผ่านระบบท่อขนส่งและจำหน่ายก๊าซฯ รวมทั้งให้บริการ Energy Solution Provider กับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 จังหวัดชลบุรี เพื่อสนับสนุนและรองรับการลงทุนของลูกค้าอุตสาหกรรม ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้มีการใช้พลังงานได้อย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ คาดว่าจะสามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3/2564 และดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาสที่ 3/2566