“บ้านปู-มหิดล” จัด”ค่ายเพาเวอร์กรีน ปีที่ 17″ เรียนรู้ทางออกปัญหาสิ่งแวดล้อม

ผู้ชมทั้งหมด 90 

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบความสำเร็จในการจัดค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Power Green Camp) ครั้งที่ 17 ภายใต้หัวข้อ “Climate Change, We Must Change – เริ่มเพื่อโลก”  โดยได้คัดเลือกเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 50 คน จาก 50 โรงเรียนใน 40 จังหวัด เพื่อมาเรียนรู้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติด้วยการลงพื้นที่เพื่อรู้ปัญหาเชิงลึก พร้อมนำความรู้ที่ได้รับมาสร้างโครงงานแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ระหว่างวันที่ 15-25 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา

สำหรับค่ายเพาเวอร์กรีน ครั้งที่ 17 ในปีนี้ มุ่งเน้นให้เยาวชนได้เรียนรู้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหลากหลายผ่านกิจกรรมภาคสนามที่แตกต่างกันได้แก่ 1) การสำรวจบ้านขุนสมุทรจีน จ.สมุทรปราการ เพื่อศึกษาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง 2) การเรียนรู้แนวทางการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเป็นถิ่นอาศัยของหิ่งห้อย ณ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม  3) กิจกรรมปลูกป่าโกงกางที่โรงเรียนบางตะบูนวิทยาคม ศูนย์อนุรักษ์และศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน  จ.เพชรบุรี เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน 4) การเรียนรู้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่มีต่อโครงสร้างทางธรณีวิทยา ณ อุทยานหินเขางู จ.ราชบุรี และ ฃถ้ำกระแซ จ.กาญจนบุรี และ 5) การสำรวจพื้นที่ป่า ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของป่าไม้ และ ทำกิจกรรมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี

นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สิ่งที่เห็นได้ชัดเสมอมาตลอดระยะเวลาที่บ้านปูจัดค่ายเพาเวอร์กรีนก็คือ ความมุ่งมั่นตั้งใจของเยาวชนที่ต้องการเข้ามาเรียนรู้และร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เราดีใจที่ค่ายนี้ได้เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน ทั้งด้านวิชาการและการใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนๆที่มาจากต่างพื้นที่ รู้จักการปรับตัว  สำหรับบ้านปู เรายังยืนยันที่จะสานต่อการทำค่ายเยาวชนเพาเวอร์กรีนต่อไปเพื่อสร้างเยาวชนคุณภาพออกไปเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศและของโลก”

โดยหลังจากที่ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว เยาวชนจึงได้นำความรู้ที่ได้จากทุกกิจกรรม มาสร้างเป็นโครงงานกลุ่มวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เพื่อนำเสนอแก่คณะกรรมการค่ายฯ และสาธารณชนผ่านช่องทางออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ “Climate Change, We Must Change – เริ่มเพื่อโลก” สำหรับโครงงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 พ่วงรางวัล “ขวัญใจมหาชน (Popular Vote)”  ได้แก่โครงงานฯ “ผ้าอนามัย All Nature” ที่มาพร้อมกับแนวคิดผ้าอนามัยจากวัสดุธรรมชาติ ที่ลดระยะเวลาในการย่อยสลาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการนำเศษซากผลิตผลทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า ทดแทนการเผาทำลาย

พัด-ณภัทร ปรุงศรีปัญญา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเเก่นนครวิทยาลัย ตัวแทนทีมชนะเลิศ กล่าวว่า “ดีใจมากที่ได้รับรางวัลชนะเลิศครับ เพราะการทำโครงงานชิ้นนี้ไม่ง่ายเลย แต่พวกเราทุกคนก็พยายามและตั้งใจกันมากเพื่อให้โครงงานออกมาดีที่สุด สำหรับการเข้าร่วมค่ายเพาเวอร์กรีนในครั้งนี้ ทำให้ผมและเพื่อน ๆ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ส่วนตัวผมมีความสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เพราะที่บ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมชุมชน จึงคิดว่าน่าจะสามารถนำความรู้จากค่ายไปปรับใช้ได้ นอกจากจะเริ่มต้นจากตัวเองได้แล้ว ก็ยังสามารถนำสิ่งที่ได้รับจากค่ายฯ ไปบอกเล่าและเป็นกระบอกเสียงต่อไป เพื่อให้คนอื่นได้รู้ว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเราด้วยครับ”

นอกจากนี้ยังมีรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โครงงานฯ “ship seagrass” กับแนวคิดสิ่งประดิษฐ์เรือปลูกหญ้าทะเลใต้ท้องทะเล ที่ช่วยเพิ่มโอกาสรอดให้กับหญ้าทะเล สร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเลให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  ได้แก่ โครงงานฯ  “ไบโอพลาสติกคลุมดินจากไคโตซาน เส้นใยผักตบชวาและมันสำปะหลัง” ที่มีแนวคิดในการนำเส้นใยจากธรรมชาติ มาผลิตเป็นแผ่นพลาสติกคลุมหน้าดินทางการเกษตร มุ่งลดปริมาณการใช้พลาสติกที่ต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายยาวนาน “บ้านปูเชื่อว่า “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” เราจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลายที่หาไม่ได้จากแค่ในห้องเรียน ควบคู่กับการปลูกฝังแนวคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อดูแลโลกของเราให้ยั่งยืนสืบต่อไป สอดคล้องกับแนวปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน (ESG Principles) ที่บริษัทให้ความสำคัญและยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจมาตลอดเกือบ 40 ปี”