รฟม.ยันปรับทีโออาร์รถไฟฟ้าสายสีส้มไม่เอื้อรายใดไร้ค่าโง่

ผู้ชมทั้งหมด 144 

รฟม.แจงปมปรับแก้ทีโออาร์รถไฟฟ้าสายสีส้มเป็นเพียงปรับวิธีการประเมินข้อเสนอใช้เกณฑ์การคิดคะแนนเทคนิค 30 คะแนน ด้านราคา 70 คะแนนยันดำเนินตามขั้นตอนกฎหมายทุกขั้นตอนไม่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเอื้อต่อเอกชนรายใด พร้อมชี้แจงทุกประเด็ดต่อศาลปกครองในวันที่ 14 ต.ค.นี้ ระบุคำร้องบีทีเอสยื่นศาลไม่มีเงื่อนไขขอเงินชดเชยจบประเด็นเสียค่าโง่ เชื่อมั่นชนะคดี เดินหน้าเปิดยื่นข้อเสนอ 9 พ.ย.นี้

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวภายในงานแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง เรื่องการปรับปรุงวิธีการประเมินข้อเสนอการร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์ – มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ว่า กรณีปรับเงื่อนไขเอกสารการประกวดราคา (TOR) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มนั้นเป็นเพียงการปรับปรุงวิธีการประเมินข้อเสนอการร่วมลงทุนให้เป็นรูปแบบการพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคควบคู่กับด้านราคา โดยใช้เกณฑ์พิจารณารวมคะแนนข้อเสนอซองที่ 2 ด้านเทคนิค (สัดส่วน 30 คะแนน) และข้อเสนอซองที่ 3 ด้านราคา (สัดส่วน 70 คะแนน) ซึ่งการปรับปรุงเงื่อนไขในการคัดเลือกเอกชน หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของประกาศเชิญชวนและเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) เป็นแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไปที่หน่วยงานของรัฐอื่นได้เคยดำเนินการในการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน

ทั้งนี้การปรับปรุงวิธีการประเมินข้อเสนอในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่รัฐจะได้รับจากการได้ผู้ร่วมลงทุนที่มีศักยภาพในการดำเนินงานด้านเทคนิคในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า ส่งผลให้ประชาชนได้รับการให้บริการระบบขนส่งมวลชนที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูงที่สุด และบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดทำบริการสาธารณะของ รฟม. นอกจากนี้การดำเนินการต่างๆ ของ รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกในทุกขั้นตอนได้มีการพิจารณาและคำนึงถึง มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 กฎหมายลำดับรอง และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว

พร้อมกันนี้การปรับวิธีการประเมินนั้นยังเป็นสิทธิ์ที่คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 สามารถดำเนินการได้อีกทั้งจากการปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้ดำเนินการก่อนเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอ และยังไม่ส่งผลเสียหายต่อเอกชนรายใด ไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างงานโยธาที่เป็นร่ายใหญ่ในประเทศต่างก็มีประสบการณ์ก่อสร้างและมีเทคนิคด้านการขุดเจาะอุโมงศ์เกือบทุกราย ซึ่งในด้านเทคนิคก็ต้องพิจารณาถึงรายละเอียดด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง และมาตรฐานอุปกรณ์การเดินรถมาเป็นเกณฑ์การให้คะแนน ดังนั้นหากด้านเทคนิคมีคะแนนเท่ากันก็ต้องไปตัดสินกันที่ด้านราคาว่ารายได้จะเสนอผลตอบแทนให้รัฐได้มากกว่ากัน

ขณะที่คำร้องและคำฟ้องของ บริษัท บีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ทางรฟม.ได้เตรียมข้อมูลคัดค้านต่อศาลปกครองกลาง ตามกำหนดนัดไต่สวนในวันที่ 14 ต.ค.นี้ โดยจะชี้แจงในทุกประเด็นตามคำฟ้อง และการกำหนดข้อสงวนสิทธิ์ในเอกชนยื่นข้อเสนอโครงการ ซึ่งประเด็นนี้ รฟม.มีข้อมูลพร้อมชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการตามอำนาจของคณะกรรมการตามมาตรา 36 และดำเนินการอย่างรอบคอบ อีกทั้งภายในคณะกรรมการมาตรา 36 ยังประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลาย เชื่อถือได้ เช่น ตัวแทนจากอัยการ ตัวแทนด้านกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญในระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น

นายภคพงศ์ กล่าวว่า รฟม.มั่นในว่าจะชนะคดีนี้ เนื่องจากตามปกติแล้ว ศาลจะพิจารณาจากผู้ที่ได้รับความเสียหาย แต่ในกรณีนี้ BTS ยังไม่ได้เป็นผู้เสียหาย เพราะยังไม่ได้มีการยื่นประมูล และเป็นเพียงการยืนขอให้ศาลคุ้มครองฉุกเฉิน แต่อย่างไรก็ดี คงต้องรอฟังคำตัดสินของศาลว่าจะมีคำสั่งยกคำร้องหรือคุ้มครองหรือไม่ ซึ่ง รฟม.ยืนยันว่าดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย ขณะเดียวกันรฟม.ยังได้ขยายเวลาให้เอกชนทุกรายได้ปรับข้อเสนอ โดยมีเวลาเตรียมตัวมากกว่า 70 วัน ดังนั้นจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เอกชนรายใด

ทั้งนี้หากศาลปกครองกลางไม่มีคำสั่งคุ้มครอง รฟม.ก็จะดำเนินตามขั้นตอนประกวดราคาต่อไป แต่ถ้าหากศาลมีคำสั่งคุ้มครองตามคำร้องของ BTS รฟม.ก็มีสิทธิ์อุทธรณ์ อย่างไรก็ตามรฟม.กำหนดจะเปิดรับข้อเสนอเอกชนในวันที่ 9 พ.ย. 63 หลังจากนั้นจะดำเนินการประชุมคณะกรรมการมาตรา 36 เพื่อพิจารณาในรายละเอียด และกำหนดหลักเกณฑ์ย่อย พร้อมกับพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิค และภายหลังจัดทำข้อกำหนดหลักเกณฑ์ย่อยแล้วเสร็จ หลังจากนั้นรฟม. จะดำเนินการเปิดซองข้อเสนอที่ 1 ด้านคุณสมบัติ และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการพิจารณา 1 สัปดาห์จากนั้นจะสามารถประกาศเอกชนผู้ผ่านการพิจารณาด้านคุณสมบัติภายในเดือน พ.ย. 63 และประกาศผู้ชนะการประมูลได้ต้นปี 64

ส่วนกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นห่วงในกรณีหาก รฟม.แพ้คดีครั้งนี้ อาจทำให้รัฐบาลต้องเสียค่าโง่แก่เอกชนเพราะต้องชดเชยความเสียหาย โดยเรื่องนี้ รฟม.ขอชี้แจงว่าไม่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากตามคำฟ้องและคำร้องของบีทีเอส ไม่มีการระบุถึงการเรียกร้องข้อเสียหาย อีกทั้ง รฟม.ปรับเกณฑ์คัดเลือกนี้ ดำเนินการเปิดรับข้อเสนอ ดังนั้นยังไม่มีเอกชนรายใดได้รับความเสียหายที่ต้องจ่ายเป็นเงินชดเชย