ราช กรุ๊ปจับมือพันธมิตรลุยธุรกิจชีวมวลอัดแท่งในลาว

ผู้ชมทั้งหมด 64 

ราช กรุ๊ป ร่วมพันธมิตรตั้งบริษัท SIPHANDONE RATCH-LAO ลุยลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งในสปป.ลาว ขนาดกำลังการผลิต 6 หมื่นล้านตันต่อปี คาดเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ปี 65 เจาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ 

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ประกาศลงทุนในโครงการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งขนาดกำลังการผลิต 60,000 ล้านตันต่อปี ใน สปป. ลาว โดยโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ราช- ลาว เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยจดทะเบียนใน สปป. ลาว  บริษัท บุรีรัมย์กรีนเอ็นเนอร์จี จำกัด และบริษัท Siphandone Bolaven Development Company Limited โดยทั้งสามฝ่ายได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท SIPHANDONE RATCH-LAO Company Limited ขึ้นใน สปป.ลาว ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านกีบ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท และถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 25, 65 และ 10 ตามลำดับ

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินการศึกษาและพัฒนาโครงการนี้ร่วมกับพันธมิตรมาตั้งแต่ปี 2561 เพราะมองเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง หรือ Wood Pellet ที่มีปัจจัยผลักดันจากการพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มขึ้นตามนโยบายการส่งเสริมโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลของภาครัฐ ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจาสัญญาและดำเนินการขอใบอนุญาตต่างๆ โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานผลิตได้ในปี 2564 และเริ่มผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในไตรมาสแรกของปี 2565 

            “ในต่างประเทศมีความต้องการเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งค่อนข้างสูงจึงเป็นโอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้าง  และส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าด้วย ขณะที่โครงการนี้จะเน้นปลูกพืชโตเร็ว อ้อย และพืชอื่นๆ ที่เหมาะสมในพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ ในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ในส่วนของพันธมิตรร่วมทุนนั้นทั้งสองรายมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านนี้เป็นอย่างดี โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะส่งออกจำหน่ายเชื้อเพลิงให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ในรูปแบบสัญญาซื้อขายระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าเป้าหมายที่อยู่ระหว่างการเจรจาแล้วและคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้” นายกิจจากล่าว