โครงการ “เปลี่ยนของขวัญปีใหม่ เป็นพลังใจให้สังคม”

ผู้ชมทั้งหมด 134 

โครงการเปลี่ยนของขวัญปีใหม่ เป็นพลังใจให้สังคม ริเริ่มโดยเอ็กโก กรุ๊ป ด้วยแนวคิดในการแบ่งปันความปรารถดีและส่งต่อความสุขให้กับผู้อื่นในเทศกาลปีใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างพลังบวกให้ทั้งผู้ให้และผู้รับ ประกอบกับบริษัทได้ประกาศนโยบาย No Gift Policy ในทุกระดับขององค์กร เพื่อยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและสร้างมาตรฐานการประกอบธุรกิจที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ตามแนวทางต่อต้านคอร์รัปชัน เอ็กโก กรุ๊ป จึงได้จัดโครงการฯ นี้ขึ้น โดยเปลี่ยนงบประมาณที่เคยใช้จัดทำของขวัญปีใหม่มอบให้ผู้มีส่วนได้เสีย เป็นการบริจาคงบประมาณดังกล่าวให้แก่มูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ

โครงการฯ ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสีย พันธมิตรทางธุรกิจที่เคยได้รับของขวัญจากเอ็กโก กรุ๊ป รวมถึงบุคคลทั่วไป มีส่วนร่วมในการเลือกองค์กรสาธารณกุศลและมูลนิธิที่ประสงค์ให้เอ็กโก กรุ๊ป นำงบประมาณไปบริจาค ผ่านกิจกรรมบนเว็บไซต์ www.palungjaiegco.com ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 โดยเอ็กโก กรุ๊ป เป็นผู้รับผิดชอบงบประมาณการบริจาคตลอดโครงการ

ด้วยการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้เสีย พันธมิตร และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกฝ่ายที่ร่วมส่งต่อพลังใจบนเว็บไซต์ เอ็กโก กรุ๊ป ได้เพิ่มการบริจาคสมทบอีกส่วนหนึ่ง และนำเงินบริจาคจำนวนรวม 1.5 ล้านบาท มอบให้แก่มูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศล 9 แห่งเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ วัดพระบาทน้ำพุ โรงพยาบาลสงฆ์ รามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า

“เอ็กโก กรุ๊ป รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นสื่อกลางในการแบ่งปันความสุขและส่งมอบความช่วยเหลือคืนแก่สังคม ผ่านโครงการเปลี่ยนของขวัญปีใหม่ เป็นพลังใจให้สังคม ซึ่งนอกจากจะสะท้อนจุดยืนเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดีและนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันขององค์กรแล้ว ยังสอดคล้องกับพันธกิจสำคัญของเราในการ “เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมและใส่ใจต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม” ในโอกาสนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ขอขอบคุณผู้มีส่วนได้เสีย พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่าน ที่ร่วมสนับสนุนโครงการฯ อย่างดียิ่ง” นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวสรุปผลโครงการฯ

นางสาวจรัสศรี ศรีมณี ผู้อำนวยการสำนักบริหารมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า มูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ ก่อตั้งด้วยวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือ สนับสนุน การศึกษาและการฝึกอาชีพให้แก่ผู้พิการทางสายตา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะมีผู้พิการทางสายตาอยู่ในความดูแลราว 450 คนต่อปี ต่อมาได้เกิดสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้มีผู้บริจาคเงินสนับสนุนน้อยลงอย่างมาก มูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ จึงต้องปรับตัวและมีมาตรการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนั้น เงินบริจาคที่ได้รับจากโครงการเปลี่ยนของขวัญปีใหม่ เป็นพลังใจให้สังคม โดยเอ็กโก กรุ๊ป จึงจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจของมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินงานของโรงเรียนคนตาบอดกรุงเทพที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 30 ล้านบาทต่อปี

“ขอชื่นชมโครงการเปลี่ยนของขวัญปีใหม่ เป็นพลังใจให้สังคม ที่มีแนวคิดที่ดี ในด้านการยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในองค์กรของเอ็กโก กรุ๊ป ให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของคู่ค้าและเครือข่าย พร้อมทั้งได้ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิช่วยคนตาบอดฯ ซึ่งทางมูลนิธิก็จะนำเงินบริจาคดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้พิการทางสายตามากที่สุด” นางสาวจรัสศรี กล่าว

ทพญ.ยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธานกรรมการ มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย เปิดเผยว่า มูลนิธิสร้างรอยยิ้มฯ มีพันธกิจในการรักษาผู้ป่วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ผู้ป่วยที่มีแผลยึดติดหดรั้งจากไฟไหม้น้ำร้อนลวก ผู้ป่วยนิ้วติดนิ้วเกิน รวมถึงผู้ที่มีใบหน้าผิดปกติ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมาได้ดำเนินการผ่าตัดคนไข้รวมแล้วกว่า 15,000 ครั้ง หรือเฉลี่ย 600-800 คนต่อปี ต่อมาเกิดสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งเป็นอุปสรรคในการระดมทุนสำหรับใช้ในการดำเนินงาน ดังนั้น เงินบริจาคที่ได้รับจากโครงการเปลี่ยนของขวัญปีใหม่ เป็นพลังใจให้สังคม โดยเอ็กโก กรุ๊ป จึงจะมีส่วนช่วยสนับสนุนพันธกิจของมูลนิธิในการดูแลรักษาผู้ป่วยต่อไป

“มูลนิธิสร้างรอยยิ้มฯ ต้องขอขอบคุณโครงการเปลี่ยนของขวัญปีใหม่ เป็นพลังใจให้สังคม ที่ได้สนับสนุนเงินบริจาคสำหรับการดำเนินงาน เพราะเงินเหล่านี้จะตรงไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้ ไม่สามารถเข้าถึงการรักษา โดยโครงการฯ นี้นับเป็นโครงการที่มีแนวคิดและหลักการที่ดี เพราะเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนและองค์กรได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือและแบ่งปันซึ่งกันและกัน รวมถึงเป็นการต่อยอดมาจากนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน จึงเท่ากับเป็นการรวมพลังบวก 2 พลังไว้ในโครงการเดียว” ทพญ.ยุพเรศ กล่าว