Dow ผนึก 7 องค์กร ยกระดับโครงการปลูกป่าชายเลน

ผู้ชมทั้งหมด 564 

Dow จับมือ 7 องค์กร ยกระดับโครงการ “ดาวและภาคีป่าชายเลนประเทศไทย” ดึงเยาวชนมีส่วนร่วมด้วยหลักสูตรและแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ด้าน ทช. ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่า ปี65 กว่า 40,000 ไร่ หนุนเอกชนร่วมอนุรักษ์ป่า 20-30 ปี พร้อมใช้เป็นกลไกเทรดคาร์บอนเครดิตลดโลกร้อน

“ป่าชายเลน” เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นที่หลบภัยและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ นานาชนิด ยังช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและใกล้เคียง อีกทั้งมีส่วนช่วยในการแก้วิกฤตสภาวะโลกร้อน และทำหน้าที่เสมือนตะแกรงธรรมชาติ คอยดักกรองมลพิษและขยะต่าง ๆ ไม่ให้ลงสู่ทะเล

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) เล็งเห็นความสำคัญของ “ป่าชายเลน” จึงได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องนานกว่า 13 ปี และต่อมาได้ก่อตั้งความร่วมมือ “ดาวและภาคีป่าชายเลนประเทศไทย” หรือ Dow & Thailand Mangrove Alliance โดยนำร่องโครงการในพื้นที่ป่าชายเลนของเทศบาลตำบลปากน้ำประแสในปี  พ.ศ. 2563 และประกาศยกระดับการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและเข้มแข็งมากขึ้นร่วมกับ 4 พันธมิตรใหม่ในปีนี้รวมเป็น 8 องค์กร

ล่าสุด วันนี้ (28 ม.ค.) กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) และเทศบาลตำบลปากน้ำประแส ได้ประกาศความร่วมมือเพิ่มเติมกับ 4 องค์กรชั้นนำด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) หรือ FEED  มูลนิธิโลกสีเขียว ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) และบริษัท SecondLife ยกระดับการดำเนินโครงการ “ดาวและภาคีป่าชายเลนประเทศไทย” หรือ Dow & Thailand Mangrove Alliance สู่โมเดลต้นแบบการอนุรักษ์ป่าชายเลนแบบมีส่วนร่วมทุกมิติ หนุนเยาวชนเรียนรู้เรื่องป่าชายเลน ชูแอปพลิเคชั่น iNaturalist ดึงทุกภาคส่วนร่วมลดภาวะโลกร้อนและลดขยะทะเลแบบยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมสำคัญปีนี้ มีแผนที่จะสนับสนุนการดำเนินงานด้านคาร์บอนเครดิต สร้างองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพของป่าชายเลนของไทยให้มีความสมบูรณ์ ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว Blue carbon destination เชิงนิเวศครบวงจร สร้างต้นแบบการจัดการขยะทะเลในชุมชนริมน้ำ และเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนร่วมสำรวจสิ่งมีชีวิตในป่าชายเลนด้วยแอปพลิเคชัน iNaturalist ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย เนชั่นแนล จีโอกราฟิก (National Geographic) เพื่อให้ความรู้และจัดเก็บฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ โดยให้เยาวชนและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมสำรวจห้องเรียนธรรมชาติ สร้างความตื่นตัวในการ่วมมือฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าเพิ่มขึ้น เพื่อร่วมกันลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และขยะทะเลตามแผน (Roadmap) ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2563 – 2567) เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนอ่าวไทย-ทะเลอันดามันไปสู่ระดับสากล

นายโสภณ ทองดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการพัฒนาระบบบริหารจัดการป่าชายเลนแบบมีส่วนร่วมขององค์กรภาครัฐ เอกชนและชุมชน ครั้งสำคัญของไทย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายให้ไทยบรรลุการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-zero GHG emission) ภายในปี พ.ศ. 2608

ปัจจุบัน ประเทศไทย มีพื้นที่ป่าชายเลน อยู่ที่ประมาณ 2,800,000 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ พื้นที่ 1.1 ล้านไร่ที่นำไปใช้ประโยชน์ และอีก 1.7 ล้านไร่เป็นป่าสมบูรณ์ โดยช่วง 2 ปีผ่านมา พบว่า พื้นที่ป่าฯ เพิ่มขึ้น 2 แสนไร่ นับเป็นเรื่องที่ดี

“ปีนี้ กรมฯ มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ ป่า ที่เป็นการปลูกทดแทนของส่วนราชการ ประมาณ 4,000 ไร่ และจะเป็นการปลูกป่าเพื่อลดโลกร้อน 3.4 หมื่นไร่ เพื่อนำไปเทรดคาร์บอนเครดิต ซึ่งปัจจุบัน มีเอกชน ยื่นขอใช้พื้นที่กว่า 20 ราย รวมเป็นพื้นที่ถึง 4 แสนไร่ สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ฉะนั้นอย่างน้อยในปีนี้ ไทยจะมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นราว 40,000 ไร่ และเป็นการปลูกป่าที่มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมดูแลไปอีก 20-30 ปีข้างหน้า

นายฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า Dow รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ 4 องค์กรชั้นนำได้เข้ามาร่วมกันยกระดับโครงการฯ โดยนำความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ของแต่ละองค์กรเข้ามาพัฒนาการอนุรักษ์ป่าชายเลนอย่างมีส่วนร่วมให้ครบถ้วนในทุกมิติเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยลดโลกร้อนและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในทะเลได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าการทำงานด้านความยั่งยืนของ Dow ที่มุ่งมั่นจะต้านโลกร้อน และลดขยะพลาสติก

ดร.ดินโด แคมปิลัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย และผู้อำนวยการศูนย์กลางภูมิภาคเอเชียและโอเชียนเนีย องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ กล่าวว่า ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปกป้องและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ป่าชายเลนแม้มีพื้นที่ไม่เยอะเมื่อเทียบกับพื้นที่ป่าประเภทอื่น แต่สำหรับบทบาทของระบบนิเวศชายฝั่งแล้ว ป่าชายเลนช่วยกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 14% ของสัดส่วนการกักเก็บคาร์บอนในทะเลของโลก (Global ocean)”

ดร.ฉวีวรรณ หุตะเจริญ ประธานมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) กล่าวว่า พื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลนเป็นเหมือนพื้นที่ปลูกป่าในใจของเด็กและเยาวชนที่ได้มีโอกาสเข้ามามาสัมผัสตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงตรัสไว้ว่า ‘การปลูกป่าต้องปลูกที่หัวใจไม่ใช่เพียงปลูกลงบนพื้นดิน’ ซึ่ง FEED จะประเมินศักยภาพในพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ เพื่อเป็นศูนย์การศึกษาเส้นทางธรรมชาติและออกแบบกิจกรรมร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น นำนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ เป็นการต่อยอดโครงการฯ ให้สมบูรณ์ขึ้น

ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว กล่าวว่า โครงการนักสืบป่าชายเลนจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เป็นเรื่องน่าสนุกและน่าค้นหา โดยในปี พ.ศ.2565 มีเป้าหมายจัดค่ายนักสืบป่าชายเลนให้กับเยาวชนจำนวนสองครั้ง เพื่อสร้าง Generation Restoration ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการสนับสนุนเป้าหมายขององค์การสหประชาติ ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูระบบนิเวศ (UN Decade for Ecosystem Restoration)