ORกระจายหุ้นในตลาดเสริมแกร่ง ตอกย้ำเป็นผู้นำธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก

ผู้ชมทั้งหมด 311 

OR ลั่นเข้าตลาดต้นเดือน ก.พ.นี้เป็นจังหวะดีในการกระจายหุ้น ตอกย้ำเป็นผู้นำธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก ชี้ 3 ธุรกิจ (ค้าน้ำมัน,นอนออยล์,และธุรกิจต่างประเทศ) มีความแข็งแกร่ง พร้อมขยายธุรกิจใหม่ วาง 6 กลยุทธ์เสริมแกร่งหนุนเติบโตต่อเนื่อง

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า การนำ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ซึ่งเป็น Flagship ของ กลุ่ม ปตท. ด้านการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก มีสถานีบริการน้ำมัน “PTT Station” เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในสัดส่วน 25% เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นั้นจะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของปตท.ใน OR เหลือ 75% นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท ปตท. เนื่องจากการขยายการลงทุนของ OR ทั้งใน 3 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย ธุรกิจค้าน้ำมัน, ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) และธุรกิจต่างประเทศจะสร้างการเติบโตให้กับปตท.ได้เป็นอย่างดี

สำหรับเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO ของ OR ราว 45,000 – 50,000 ล้านบาทนั้นจะนำไปใช้ขยายการลงทุนใน 3 กลุ่มธุรกิจดังกล่าว พร้อมกับขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยจะเน้นขยายการลงทุนในธุรกิจ Non-Oil ที่มีมาร์จิ้นสูง และต่างประเทศมากขึ้น โดยคาดหวังว่าสัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย,ภาษี,ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ Non-Oil และต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันนั้น Non-Oil มีสัดส่วนอยู่ที่ 25% ธุรกิจต่างประเทศ 6% ส่วนที่เหลืออีก 69% มาจากธุรกิจน้ำมัน

อย่างไรก็ตามในการขยายธุรกิจ Non-Oil นั้นในช่วง 5 ปี (64-68) วางเป้าหมายจะมีร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน ในประเทศเพิ่มเป็นราว 5,300 แห่ง จาก 3,100 แห่งในปัจจุบัน รวมถึงยังจะขยายธุรกิจแบรนด์กาแฟในระดับไฮเอนท์  Pacamara หลังจากได้เข้าซื้อหุ้น 65% ในบริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จำกัด ซึ่งทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟอย่างครบวงจรในไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการจัดหาวัตถุดิบและอุปกรณ์รองรับการขยายเครือข่ายของคาเฟ่อเมซอนด้วย

นอกจากนี้ธุรกิจ Non-Oil ยังมีแผนขยายไปในธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการ (M&A) รวมถึงยังมองหาโอกาสใหม่จากการทำดีลร่วมทุน (JV) แบรนด์ชั้นนำทั้งในประเทศ และต่างประเทศอยู่หลายราย รวมถึง Mobility Ecosystem  ซึ่งล่าสุดได้เข้าถือหุ้นราว 9% ใน Flash Express ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ จัดส่งพัสดุ ตลอดจนขยายไปสู่ Life Style Ecosystem  เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคใหม่

สำหรับธุรกิจต่างประเทศยังคงเน้นขยายฐานไปยังกลุ่มประเทศในอาเซียน และประเทศจีนเป็นหลัก โดยใน 5 ปีข้างหน้า OR มีเป้าหมายขยายสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) เพิ่มเป็น 600 แห่งจากปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันในต่างประเทศราว 300 แห่ง ขณะที่ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน เพิ่มเป็น 500-600 แห่งจากปัจจุบันมีอยู่ราว 270 แห่ง

ส่วนการขยายสถานีบริการน้ำมันในประเทศนั้นมีเป้าหมาย 5 ปีจะขยายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มเป็น 2,500 แห่งจากปัจจุบันมีอยู่ 1,968 แห่ง อย่างไรก็ตามการลงทุนแม้ในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะเน้นการลงทุนในธุรกิจ Non-Oil และต่างประเทศนั้นแต่การใช้เงินลงทุนในสัดส่วนของการขยายสถานีบริการน้ำมันยังมากกว่า เพราะใช้เงินลงทุนจำนวนมากในการลงทุน

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท  ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวภายในงานแถลงข่าวการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ว่า มั่นใจว่าการดำเนินการเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงนี้ OR เชื่อมั่นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม และเชื่อมั่นว่านักลงทุนทั้งที่เป็นนักลงทุนสถาบัน รายย่อยหรือประชาชนทั่วไปจะให้ความสนใจจองหุ้น OR จำนวนมาก โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “OR” ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้

สำหรับช่วงราคาเสนอขาย 16 – 18 บาทต่อหุ้น โดยรายย่อย สามารถจองซื้อได้ที่ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศและผ่านช่องทางออนไลน์ ในวันที่ 24 มกราคม 2564 – เวลา 12:00 น. (เที่ยง) ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 โดยจัดสรรแบบวิธี Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการกระจายหุ้นอย่างทั่วถึง และสำหรับผู้ถือหุ้น ปตท. เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น สามารถจองซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 25-28 มกราคม 2564

ทั้งนี้ดำเนินการเสนอขายหุ้น IPO นั้น OR จะนำเงินมาลงทุนขยายธุรกิจ โดยบริษัทมีเป้าหมายใช้งบลงทุนในช่วง 5 ปี (64-68) ราว 74,600 ล้านบาท พร้อมดำเนินการขยายจุดแข็งรากฐานทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตอันแข็งแกร่งภายใต้ 3 ธุรกิจ คือ ธุรกิจค้าน้ำมัน, ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) และธุรกิจต่างประเทศ รวมถึงใช้สำหรับขยายลงทุนในธุรกิจใหม่ทั้งในรูปแบบการซื้อกิจการ (M&A) และการคิดค้นขยายธุรกิจใหม่ เพื่อก้าวสู่ความเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลกอย่างแท้จริง กับแนวคิดธุรกิจ “Retailing Beyond Fuel”  เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“การเปิดจองหุ้นในระยะเวลา 10 วันนั้นเพื่อให้ประชาชนที่เป็นรายย่อยเข้าถึงหุ้น OR ได้มากที่สุด และร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจแบรนด์ไทย สู่การเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมชุมชน ผ่านการดำเนินธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ  รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อย่างไรก็ตามการกระจายหุ้น OR ในครั้งนี้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ยังเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ OR และเชื่อมั่นว่าปตท.ยังให้การสนับสนุน OR ดังนั้นจึงให้นักลงทุนมั่นใจในการลงทุนในหุ้น OR”นางสาวจิราพร กล่าว

ทั้งนี้ด้วยจุดแข็งและปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง OR ในฐานะบริษัท Flagship ของ กลุ่ม ปตท. ด้านการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก มีสถานีบริการน้ำมัน “PTT Station” และเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 38.9 ติดต่อกันยาวนานต่อเนื่อง 23 ปี

พร้อมด้วยจุดแข็งด้านการมีเครือข่ายระบบจัดเก็บและการกระจายผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย การเดินหน้าพัฒนาธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น และมีศักยภาพในการเติบโตสูงทั้งในและต่างประเทศ มีการขยายการลงทุนในต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์  สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น และโอมาน อีกทั้งยังมีความสามารถในการขยายธุรกิจสู่ประเทศอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีคณะผู้บริหารที่มากประสบการณ์ และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

นางสาวราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรมและความยั่งยืน OR กล่าวว่า OR จะขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 6 กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจ ประกอบด้วย (1) รักษาความเป็นผู้นำทั้งตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ในประเทศไทย (2) มุ่งส่งเสริมการเติบโตของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) สร้างฐานรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร (3) ต่อยอดความสำเร็จ ความชำนาญ เพื่อการขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค และระดับโลก (4) เสริมสร้างศักยภาพ ขยายโอกาสการเติบโตด้วยเทคโนโลยี และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Big Data Analytics) (5) ลงทุนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยี และ (6) มุ่งสร้างคุณค่าและการมีส่วนร่วมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้งประเทศชาติ สังคมชุมชน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และพนักงานอย่างสมดุล