OR ลุ้นปิดดีล M&A-JV ธุรกิจNon-Oil หลายโครงการ

ผู้ชมทั้งหมด 157 

โออาร์ รับเจรจา M&A และ JV ธุรกิจ Non-Oil หลายโครงการ หวังทยอยปิดดีลเพิ่ม เตรียมเปิดโรงงานเบเกอรี่ ก.ย.นี้ หนุนมาร์จิน Non-Oil ลุ้นรัฐบาลเร่งฉีดวัคซีนสกัดโควิดเปิดประเทศดึงนักท่องเที่ยว หนุนปริมาณการขายน้ำมันไตรมาส 4

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ OR เปิดเผยในงาน Opportunity Day บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2564 ว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าลงทุนทั้งในลักษณะการซื้อกิจการ (M&A) และการร่วมลงทุน (JV) ในหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และ Non-FOOD & BEVERAGE โดยคาดหวังว่า จะสามารถทยอยปิดดีลได้ต่อเนื่อง เพื่อเสริมรายได้ในส่วนของธุรกิจ Non-Oil ที่ปัจจุบัน มีสัดส่วน EBITDA อยู่ที่ประมาณ 25% มากกว่าธุรกิจน้ำมัน ที่มีสัดส่วน EBITDA อยู่ที่ประมาณไม่เกิน 5%

ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3-4 ปีนี้ คาดว่าจะเป็นไปตามทิศทาง GDP ของประเทศ โดยในช่วงไตรมาส3 รัฐบาลได้เข้มงวดมาตรการป้องกันโควิด-19 ทั้งการล็อกดาวน์ที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้กระทบต่อปริมาการขายน้ำมันในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.64 บวกลบราว 10% และธุรกิจ  Non-Oil บวกลบไม่ถึง 10% ส่วนเดือนก.ย.นี้ หวังจะดีขึ้นจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหลังจากรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ขณะที่ไตรมาส 4 คาดหวังว่าปริมาณการขายน้ำมัน จะฟื้นตัวขึ้นหลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลงได้บ้าง ในราวเดือนก.ย.ตามรัฐบาลคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปีนี้  บริษัทมีกำไรสุทธิ 7,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,810 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากทั้งรายได้ขายและ EBITDA ที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้ขายและบริการอยู่ที่ 237,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยปัจจัยหลักมาจากกล่มธุรกิจน้ำมัน หลังจากเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวทำให้ราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนก.ย.นี้ คาดว่าจะสร้างเปิดโรงงานเบเกอรี่ได้ ซึ่งจะทำให้บริษัท ได้รับประโยชน์จากการควบคุมมาตรฐานการผลิตและต้นทุน ส่งผลดีต่อมาร์จิ้นในส่วนของธุรกิจ Non-Oil เพิ่มขึ้นในอนาคต จากปัจจุบัน เบเกอรี่ที่วางจำหน่ายในร้านอเมซอนส่วนใหญ่จะเป็นของSME ประมาณ 100% ซึ่งโรงงานเบเกอรี่จะเข้ามามีสัดส่วนวางจำหน่ายประมาณ 30% เพื่อสร้างมาตรฐานสินค้าและยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะยังคงเป้าหมายทำธุรกิจควบคู่กับ SME ต่อไปในระยะยาว

นายพิจินต์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า(EV) ในกลุ่มปตท.ได้มีการพูดคุยถึงแนวทางความร่วมมือในธุรกิจEV อย่างต่อเนื่อง แต่ในส่วนของบริษัท ยังมุ่งเน้นไปที่การลงทุนติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ เช่น หัวจ่ายแบบชาร์จเร็ว (Quick Charge) ที่ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที

“ในอนาคต ปั๊มน้ำมันจะเป็น one stop service มากขึ้น เรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ในปั๊มน้ำมันก็จะต้องปรับให้เป็นวาไรตี้ ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค เราจึงมองเรื่องการยูทิไลซ์พื้นที่ ในลักษณะการเข้าไปร่วมลงทุนกับพันธมิตรแทนการให้เช่าพื้นที่อย่างเดียว เพื่อในอนาคตจะมีส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นด้วย”

ขณะที่การอ่อนค่าของเงินบาทในปัจจุบัน ถือว่ามีผลกระทบต่อบริษัทน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายในประเทศ และบริษัทยังไม่มีเงินกู้ที่เป็นสกุลดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็ได้มีการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า 90%

นางสาวปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังของปีนี้ ในส่วนของธุรกิจน้ำมัน จะมุ่งเน้นขายดีเซลมากขึ้น เพิ่มจำนวนลูกค้า Fleet card มากขึ้น จะมีการออกโปรโมชั่นกระตุ้นการขายเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าสู่สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น มากขึ้น

ด้านธุรกิจ Non-Oil จะขยายสาขา เพิ่มสัดส่วนการขายผ่านช่องทางออนไลน์และเดลิเวอรี่มากขึ้น พร้อมออกผลิตภัณฑ์และโปรโมชั่นใหม่ๆให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น

ส่วนธุรกิจต่างประเทศ จะเน้นเพิ่มความสะดวกของลูกค้า เช่น เรื่องของ e-Payment และ OR Payment โดยในส่วนของอเมซอน ก็จะปรับรสชาติให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ รวมถึงมองหาพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนและเติบโตไปพร้อมกัน

สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทได้มีการทบทวนเป้าหมายเล็กน้อย โดยในธุรกิจน้ำมัน ได้วางแผนการขยายสถานีบริการน้ำมันในประเทศจำนวน 110 สาขา เหลือ 95 สาขาส่วน EV Station ที่ร่วมกับบริษัทในกลุ่ม ปตท.ปีนี้ คาดว่าจะมีการติดตั้ง EV Charging stations ได้ 100 สาขา

ด้านธุรกิจ Non-Oil แบ่งเป็น ร้านคาเฟ่ อเมซอน ยังคงแผนเปิดสาขาใหม่ 420 สาขา แม้จะเกิดสถานการณ์โควิด-19 เช่นเดียวกับร้าน Texas chicken ที่จะเปิดทั้งสิ้น 20 สาขา

ส่วนธุรกิจต่างประเทศ (International) ที่ปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่ใน 10 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว มีแผนขยายปั๊มน้ำมัน 52 สาขาในปีนี้ ได้ปรับลดลงเล็กน้อยเป็น 45 สาขา รวมถึงสาขาร้านคาเฟ่ อเมซอน คาดว่าจะเปิดได้ 56 สาขา ปรับลดลงมาที่ 51 สาขา เนื่องจากผลกระทบของโควิด