PTTGCไตรมาส1โกยกำไร 9.69 พันล้านเพิ่มขึ้น51%

ผู้ชมทั้งหมด 501 

PTTGC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 1/64 มีกำไร 9,695 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 51% รับปัจจัยหนุนจากราคาขายของทุกผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ส่วนแนวโน้มภาพรวมราคาเม็ดพลาสติกครึ่งปีหลังยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2564 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีรายได้จากการขายรวม 101,864 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากไตรมาส 4/2563 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาส 1/2563 เนื่องจากราคาขายของทุกผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง จากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น จากแผนการปิดซ่อมบำรุงตามแผนที่น้อยกว่าในไตรมาส 1/2563 ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากการดำเนินงานปกติ อยูที่ 8,769 ล้านบาท โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 14,108 ล้านบาท และมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันรวม 2,296 ล้านบาท ส่งผลให้ไตรมาส 1/2564 มีกำไรสุทธิ 9,695 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 51 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 ที่มีกำไรสุทธิ 6,405 ล้านบาท และพลิกกลับมาเป็นกำไรเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2563 ที่ขาดทุนสุทธิ 8,784 ล้านบาท

ส่วนภาพรวมทิศทางราคาผลิตภัณฑ์ในปีนี้ ผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องคาดว่าราคาจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากคาดว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อุปทานของทั้งโรงโอเลฟินส์และโรงโพลิเมอร์จะเพิ่มขึ้น หลังจากกำลังการผลิตใหม่ และการฟื้นตัวของโรงกลั่น โดยคาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE ในครึ่งปีหลัง 2564 จะเฉลี่ยในระดับ 1,000-1,100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ HDPE กับแนฟทาคาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ในระดับ 480-540 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน

ขณะที่สถานการณ์ราคา MEG คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าปริมาณอุปทานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์การใช้งานของตลาดผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเส้นใยและสิ่งทอที่คาดว่าจะฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจรวมไปถึงอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ บริษัทฯ คาดว่าราคา MEG (ASP) ในครึ่งปีหลัง 2564 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 535-595 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน บริษัทฯ คาดการณ์การใช้กำลังการผลิตปีนี้ของธุรกิจโอเลฟินส์จะอยู่ที่ร้อยละ 93 จากแผนการการปิดซ่อมบำรุงของโรงโอเลฟินส์ หน่วยที่ 3 ตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 3/2564 เป็นเวลา 39 วันและคาดการณ์การใช้กำลังการผลิตโพลิเมอร์ทั้งปีจะอยู่ที่ร้อยละ 10