RATCH ปลื้ม นักลงทุนตอบรับเพิ่มทุนมูลค่ารวม 2.5 หมื่นลบ.

ผู้ชมทั้งหมด 156 

‘ราช กรุ๊ป’ โชว์ความสำเร็จในการเพิ่มทุน มูลค่ารวมประมาณ 25,000 ล้านบาท พร้อมลุยสร้างการเติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ปักธงสู่ผู้นำพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ดันมูลค่ากิจการแตะ 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2568 ขณะที่ปี 2565 วางงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ต่อยอดธุรกิจผลิตไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH หรือ บริษัทฯ ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ นำหุ้นเพิ่มทุนเข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วยให้ RATCH สามารถสานต่อแผนการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ โดยมุ่งขยายการเติบโตจากธุรกิจผลิตไฟฟ้าไปสู่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและธุรกิจอื่นที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว และยกระดับองค์กรสู่ “บริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” 

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนในครั้งนี้รวมประมาณ 25,000 ล้านบาท สำหรับรองรับการปรับโครงสร้างเงินทุน โดยนำไปชำระหนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินและคงอัตราส่วนทางการเงิน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (CREDIT RATING AGENCIES) รวมถึงรองรับแผนการขยายธุรกิจทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยบริษัทฯ ได้กระจายการลงทุนไปยังโครงการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและธุรกิจอื่นที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในระยะยาว ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 20% ของงบลงทุน พร้อมสร้างฐานธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การขยายและต่อยอดการลงทุนมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

บริษัทฯ มีเป้าหมายระยะยาวที่จะก้าวสู่ผู้นำพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยตั้งเป้ามีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 MW ซึ่งจะมีสัดส่วนกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนถึง 25% ภายในปี 2568 จากปัจจุบันอยู่ที่ 15% อีกทั้งวางเป้าหมายเพิ่มมูลค่ากิจการแตะ 2 แสนล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายยกระดับการจัดการด้านความยั่งยืนโดยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ 6 แนวทางในการดำเนินงาน เพื่อไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality ซึ่งสอดรับกับแนวทาง ESG โดยเริ่มตั้งแต่การกำหนดเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต่อเนื่องทุกปี การกระจายการลงทุนในธุรกิจคาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและพลังงาน การปลูกป่าเพื่อสร้างแหล่งดูดกลับก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งกำหนดสัดส่วนประเภทเชื้อเพลิงสำหรับการลงทุน และจำกัดเพดานการลงทุนเชื้อเพลิงถ่านหิน ด้วยแนวทางดังที่กล่าวมา บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยจำกัดและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้  แม้ภาพรวมสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย–ยูเครน ที่เป็นแรงหนุนต่อราคาพลังงานในตลาดโลกจะทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น แต่ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบต่อ RATCH อย่างมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากสามารถส่งผ่านราคาต้นทุนเชื้อเพลิงไปสู่ผู้รับซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า จึงไม่กระทบต่อผลการดำเนินงานในปัจจุบัน 

ส่วนแผนดำเนินงานปี 2565 บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในประเทศไทยนอกจากการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนแล้ว ยังมุ่งลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ประเภทโคเจนเนอเรชั่น ที่จะช่วยสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่ากิจการในอนาคต ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ตั้งงบลงทุนในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุนขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าประมาณ 28,000 ล้านบาท คิดเป็น 93% ของงบลงทุน แบ่งเป็น งบลงทุนโครงการใหม่ 26,500 ล้านบาท และโครงการเดิม 1,500 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 7% หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท จะใช้เพื่อลงทุนในธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือไปจากธุรกิจผลิตไฟฟ้า