TOPปี63ขาดทุนอ่วม3.3พันล. ปี64เห็นแววฟื้น

ผู้ชมทั้งหมด 304 

TOP เผยแนวโน้มครึ่งปีแรก64 ธุรกิจปรับตัวดีครึ่งเมื่อเทียบกับครึ่งปีหลัง 63 หลังตลาดคาดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีแนวโน้มคลี่คลายหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว ขณะผลประกอบการปี 63 ขาดทุน 3.3 พันล้านบาทหลังเจอผลกระทบโควิด-19

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงครึ่งแรกของปี 64 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นกว่าครึ่งหลังของปี 63 หลังตลาดคาดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีแนวโน้มคลี่คลาย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้อุปสงค์น้ำมันโลกมีแนวโน้มขยายตัว รวมถึงมีความคืบหน้าการพัฒนาและส่งมอบวัคซีนต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดันจากอุปทานน้ำมันดิบที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น จากประเทศนอกกลุ่มโอเปก เช่น ประเทศนอร์เวย์และบราซิล รวมถึงสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเช่นกัน

ธุรกิจการกลั่นคาดว่าครึ่งปีแรกจะได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังหลายประเทศเริ่มมีการสั่งซื้อวัคซีนโควิด-19และเริ่มมีการฉีดให้กับประชาชน ประกอบกับแรงหนุนจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกซึ่งจะช่วยสนับสนุนความต้องการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลสำหรับภาคคมนาคมขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมให้ฟื้นตัวดีขึ้น แต่ตลาดน้ำมันอากาศยานยังมีแนวโน้มถูกกดดันต่อเนื่อง

ส่วนผลการดำเนินงานปี 2563 ขาดทุนสุทธิ 3,301.40 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนมีกำไรสุทธิ 6,276.68 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากการขาย 242,840 ล้านบาท ลดลง 57% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากราคาขายผลิตภัณฑ์และปริมาณการขายผลิตภัณฑ์รวมที่ปรับลดลงจากผลกระทบของสงครามราคาน้ำมันและการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้แม้อัตรากำไรขั้นต้นของสาร LAB จะดีขึ้น แต่จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่อ่อนตัวลง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันลดลง 2.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 2.4 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ยังมีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 7,399 ล้านบาท และมีผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงสุทธิ 174 ล้านบาท

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกลุ่มไทยออยล์ในปี 2563 ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน จากค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนในปีที่แล้วประกอบกับในปีนี้กลุ่มไทยออยล์มีการดำเนินกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการในการบริหารงานระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีผลขาดทุน EBITDA 2,055 ล้านบาท เทียบกับ EBITDA 14,149 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ก็ตามในปี 2563 กลุ่มไทยออยล์ยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,784 ล้านบาทจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า โดยมีต้นทุนทางการเงิน 4,292 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,068 ล้านบาท และมีกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC จำนวน 5,801 ล้านบาท